สารคดี... มีที่ยืน

สารคดี... มีที่ยืน : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... คงกะพัน แสงสุริยะ

 

ผม เริ่มต้นชีวิตในฐานะผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในวันที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวีต้อง ปิดตัวลงด้วยเหตุผลทางการเมือง... วันนั้นถ้าเปรียบเทียบก็คงเป็นเสมือนแพที่แตกกระจัดกระจาย คนทำงานนับพันชีวิตต้องล่องลอยเคว้งคว้าง ผมกับเพื่อนทีมย้อนรอยก็เป็นแพหนึ่งที่ลอยล่องหาฝั่ง เราจึงหอบเอาพลังความมุ่งมั่น ตั้งใจ เดินทางมาขอโอกาสที่ อสมท ท่าน ผอ.วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ในสมัยนั้นก็เมตตารับผู้อพยพกลุ่มนี้ไว้ครับ เราเริ่มต้นด้วยการผลิตรายการสารคดีที่มีชื่อว่า "บางอ้อ" ครับ การเป็นแค่ทีมงานผลิตรายการกับการเป็นเจ้าของนั้นต่างกันอย่างมาก จากแค่มีหน้าที่ทำรายการให้ดี ต้องกลายเป็นนักธุรกิจที่ต้องดูแลรายรับรายจ่าย หาสปอนเซอร์เอง ความรับผิดชอบก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว...คงกะพันในวันนั้นทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทุกอย่างที่มีเพื่อให้สมกับที่ท่านผอ.ไว้วางใจและให้โอกาสบริษัทเล็กๆ อย่างเรา
 
          บางอ้อ อยู่ในผังวันอังคารเวลา 5 ทุ่ม... รายการคู่แข่งในตอนนั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ... เป็นรายการชิงร้อยชิงล้านกับตีสิบเท่านั้นเอง... วาไรตี้ทอล์กโชว์อันดับหนึ่งและสองของประเทศ มีหลายครั้งที่ผมถามตัวเองและมีคนถามผมอยู่เสมอว่า "แล้วใครจะดูมึง...???" ผมคิดและภูมิใจลึกๆ เสมอว่าสงสัยรายการเราต้องดีมากแน่ๆ จึงถูกนำไปเป็นคู่แข่งรายการยักษ์ใหญ่ขนาดนั้น... หรืออาจจะเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีใครกล้าที่จะไปอยู่เวลานี้ต่างหาก แต่เอาเถอะครับ...ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนมันคงดีกว่าไม่มีที่อยู่และล่องลอยเป็น แพที่เคว้งคว้างอยู่ดี...และก็พยายามคิดในแง่ดีว่า ในช่วงเวลานั้นมีแต่รายการดังๆ จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีคนดูทีวีมากที่สุดในประเทศ ท่ามกลางผู้ชมจำนวนมากนั้น มันต้องมีคนหันมาดูเราบ้างล่ะ...ผมจึงไม่รอช้ารีบบอกตัวเองว่า อย่ากังวล ต้องบินขึ้นฟ้า หากไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว...
 
          ทำมาได้เกือบปีก็เป็นอย่างที่คิดครับ จำนวนคนดูก็ดี เรตติ้งก็ใช้ได้ ไปไหนมาไหนใครก็รู้จักรายการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้สนับสนุนรายการยังไม่เข้าเป้า เพราะเอเยนซี่ก็ต้องเอาเงินทุ่มเทไปซื้อรายการใหญ่ๆ หมด...และอีกอย่างสารคดีเป็นรายการเฉพาะกลุ่มไม่ใช่รายการที่คนส่วนใหญ่ชอบ ดู สปอนเซอร์ต่างๆ จึงเฉพาะกลุ่มตามไปด้วย ราคาค่าโฆษณาก็ถูกกว่ารายการประเภทอื่นๆ มาก...ทำงานมาเป็นปีค่าพิธีกรกับเงินเดือนตัวเองก็ยังไม่ได้ เพราะต้องเสียสละจ่ายเงินเดือนลูกน้องก่อน...เดินไปไหนคนชื่นชมว่ารายการดี อย่างโน้น ดีอย่างนี้ แต่หารู้ไม่ว่าผู้จัดยิ้มแฉ่งแต่กระเป๋าแบนแต๊ดแต๋...ผมคิดในใจว่าขืนอยู่ อย่างนี้ต่อไปเทปหน้าเราคงไม่มีกางเกงใส่ออกรายการแน่ เพราะต้องเอาไปจำนำ...:) จึงคิดหาทางออกครับ...ด้วยการไปปรึกษาขอความกรุณาสถานีว่าอยากขอย้ายเวลา ผู้ใหญ่ก็เข้าใจ เห็นว่าเราเป็นรายการที่ดีเพียงแต่อยู่ผิดที่และท่านก็คงกลัวว่าหากปล่อยให้ พิธีกรไม่มีกางเกงนุ่งออกทีวีคงเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของสถานีเป็นแน่แท้ จึงย้ายเรามาอยู่บ่ายวันเสาร์ครับ...
 
          ผมจึงได้บทเรียนแรกของการทำทีวี คือ ไม่ว่าคุณจะทำรายการดีแค่ไหน ถ้าเลือกได้จงอย่าอยู่เวลาเดียวกับรายการที่โด่งดัง แข็งแรง เป็นอันขาด โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นสารคดี...บ่ายวันเสาร์สำหรับผมเป็นเวลาที่ดีมากครับ... เรามีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ เป็นเวลาของครอบครัว จากสารคดีเข้มข้น ผมต้องปรับบางอ้อให้เป็นสาระบันเทิงอารมณ์ดี เพื่อง่ายต่อการขายมากขึ้น แมสมากขึ้นหรือเป็นแบบที่ผู้คนส่วนใหญ่เขาชอบดูมากขึ้นนั่นเอง ลดอุดมการณ์ลงไปนิดใส่สีสันความบันเทิงเข้าไปหน่อย แต่ยังคงสอดแทรกและมีสาระเช่นเดิม จากความกลมกล่อมนี้ ปีที่สอง เรามีผู้สนับสนุนมากขึ้น สปอนเซอร์เริ่มให้ความสนใจ ตัวผมก็เริ่มที่จะมีกางเกงตัวใหม่ๆ เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สนุกกับงานมากขึ้น...เรียนรู้จากปัญหาและอุปสรรค ถึงแม้โลกของวงการโทรทัศน์สำหรับผมในวันนั้นจะไม่หมู แต่เราก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี....

          กำลังมีกางเกงนุ่งอยู่ดีๆ ก็มีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาอีกครั้งในชีวิตครับ นั่นคือ เรตติ้ง หรือจำนวนผู้ชมที่ถูกกำหนดโดยสถานีโทรทัศน์...นั่นคือ หากเรตติ้งคุณไม่ถึง คุณก็อาจต้องลงแพแล้วเคว้งคว้างเหมือนที่ผ่านมา... ก็อย่างที่บอกครับว่ารายการสารคดีเป็นรายการเฉพาะที่มีกลุ่มคนดูจำกัด เนื่องจากมักจะเป็นรายการที่ให้ความรู้ จึงอาจดูน่าเบื่อสำหรับบางคน การทำให้ดูสนุกด้วย ได้ประโยชน์และได้ความรู้ด้วย ในทุกๆ ตอนที่ออกอากาศนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่สำคัญต้องขายสปอนเซอร์ได้หรือต้องตอบโจทย์ทางธุรกิจให้ได้อีกด้วย นั่นจึงเป็นสมการที่ยากจะหาวิธีแก้ ด้วยเหตุนี้จึงมักไม่ค่อยได้เวลาจากสถานีโทรทัศน์ทำรายการ เนื่องจากขายโฆษณาได้น้อย สถานีก็ได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์น้อย หรือถ้าได้ก็มักได้เวลาที่ไม่มีใครต้องการบ้าง ดึกไปบ้าง เช้าไปบ้าง เวลาที่คนดูน้อยบ้าง จึงไม่มีโอกาสที่จะสื่อสารเรื่องราวดีๆ ให้แก่ผู้ชม...และถ้าหากสิ่งที่ผมพูดเล่นๆ ในบทความนี้เป็นจริง ผมคิดว่าตอนนี้คงมีคนทำสารคดีโทรทัศน์ในบ้านเราจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีกางเกง นุ่งทุกวันนี้...แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้...? และเพื่อให้สังคมของเราได้มีรายการดีๆ....?
 
          มิสเตอร์บางอ้อขอเสนอ "กู๊ดโชว์ เครดิต" หรือรายการดี มีเครดิตครับ...เจ้าสิ่งนี้คืออะไร...? ผมขออธิบายอย่างนี้ ผมเคยได้ยินเรื่องของการรณรงค์ให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ ชั้นบรรยากาศหรือลดโลกร้อนของฝรั่งด้วยการใช้ "คาร์บอน เครดิต" นั่นหมายถึง ถ้าบริษัทหรือองค์กรใดมีนโยบายในการลดโลกร้อนและปฏิบัติจริงจังอย่างเป็นรูป ธรรม องค์กรนั้นจะได้คาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นเหมือนคะแนน ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งได้เครดิตมาก แล้วเครดิตนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีหรือมีสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมายในสังคมซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลกับองค์กรนั้นๆ... เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีเครดิตให้แก่รายการที่ดี ที่มีประโยชน์กับสังคม แล้วเอเยนซี่ สปอนเซอร์ต่างๆ แบ่งเงินไว้จำนวนหนึ่งเพื่อสนับสนุนรายการน้ำดีเหล่านี้ สถานีโทรทัศน์ก็เก็บช่วงเวลาออกอากาศที่ดีจำนวนหนึ่งให้กับรายการที่มี เครดิตดีๆ เหล่านี้...ผมเชื่อเหลือเกินครับ ว่าคนไทยและลูกหลานเราก็จะมีรายการที่ดี สร้างสรรค์ มีประโยชน์ มีคุณค่าไว้ดูตราบนานเท่านาน...คนทำสารคดีก็จะได้มีกางเกง...อุ๊ย...มีที่ ยืน กับเขาสักทีครับ...!!!

.......................................
(หมายเหตุ "สารคดี... มีที่ยืน" : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอกับมิสเตอร์บางอ้อ โดย... คงกะพัน แสงสุริยะ)

ที่มา http://www.komchadluek.net

Published on 14 ก.ย. 2557


ข่าวสารและกิจกรรมอื่นๆ